วันพฤหัสบดีที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2560

วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2556

โรคปวดหลัง( Back pain)









โรคปวดกล้ามเนื้อหลัง (Musculotendinous strain) เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของอาการปวดหลัง (Back pain)
พบได้ตั้งแต่วัยหนุ่มสาวเป็นต้นไป แต่อาการปวดหลัง ปวดเอว ซึ่งเป็นปัญหากับหลายๆคน
โดยเฉพาะเมื่อย่างเข้าสู่วัยกลางคน ถ้าปวดหลัง ปวดเอวจากกล้ามเนื้อ จะเป็นภาวะที่ไม่อันตรายร้ายแรง
แต่ก่อให้เกิดความเจ็บ ปวด และอาจเป็นอาการปวดหลัง ปวดเอวเรื้อรังได้
มักเกิดจากการทำงานก้ม ๆ เงย ๆ ยกของหนัก นั่ง ยืน นอน    หรือยกของในท่าที่ไม่ถูกต้อง
ใส่รองเท้าส้นสูงมากเกินไป หรือนอนที่นอนนุ่มเกินไป ทำให้เกิดแรงกดตรงกล้ามเนื้อสันหลัง
ส่วนล่าง ซึ่งจะมีอาการเกร็งตัว   ทำให้เกิดอาการปวดตรงกลางหลังส่วนล่าง คนที่อ้วน   หรือ
หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ก็อาจมีอาการปวดหลังได้เช่นกัน
อาการปวดจะแสดงในลักษณะโดยอาการต่าง เช่น บางรายอาจปวดเฉพาะบริเวณหลังหรือกระเบนเหน็บ
บางรายอาจปวดหลังและร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างและมีอาการชาร่วมด้วยจนเดินไม่ได้ก็มี
บางรายอาจมีอาการปวดเอว แล้วก็มีอาการตึงมาทางหน้าท้อง
สาเหตุของโรคปวดหลัง
·         ความผิดปกติของกระดูกสันหลังโดยกำเนิด เช่น กระดูกและข้อต่ออาจจะผิดรูป หรือมีการเชื่อมต่อ หรือไม่เชื่อมต่อเป็นบางจุด ทำให้เกิดความไม่สมดุลของกระดูกสันหลัง
·         กระดูกพรุน (Osteoporosis) พบมากในหญิงหลังหมดประจำเดือน ภาพถ่ายรังสีจะพบว่ากระดูกบาง และมีการหักทรุดของกระดูกสันหลังในหลายๆ ระดับ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหลังเรื้อรังและตัวเตี้ยลง การวินิจฉัยกระดูกพรุนร่วมกับกระดูกสันหลังหักทรุด จะต้องแยกออกจากมะเร็งของกระดูกสันหลัง ซึ่งบางครั้งจะวินิจฉัยแยกกันได้ยาก ถ้าสงสัยจะต้องตรวจรังสีพิเศษ เช่น MRI
·         การรักษากระดูกพรุน ได้แก่ การให้ฮอร์โมนเอสโตรเจน วิตามินดี ฟลูออไรด์ ฮอร์โมนแคลซิโตนิน การออกกำลังกาย และการได้อาหารที่มีแคลเซียมสูง เป็นต้น
·         เนื้องอก การวินิจฉัยเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งต้องอาศัยการตรวจพิเศษ เช่น CT Scan, MRI การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ระดับแคลเซียม ฟอสฟอรัส และอัลคาไลน์ ฟอสฟาแตสในเลือด เป็นต้น มะเร็งกระดูก เช่น มะเร็งไขกระดูก (Multiple Myeloma) ซึ่งเป็นมะเร็งกระดูกที่พบได้บ่อย สามารถตรวจได้จากระดับโปรตีนเฉพาะในเลือด และในปัสสาวะ การตรวจด้วยรังสีธรรมดาจะพบความผิดปกติ เมื่อมีเนื้องอกเข้าไปในกระดูกมากกว่าร้อยละ 30
·         โรคกระดูกหลังเสื่อม พบว่าร้อยละ 90 ของวัยที่เกิน 40 ปี จะมีการเสื่อมของกระดูกสันหลังเกิดขึ้น ปัจจัยที่มีผลต่อการเสื่อมของกระดูกสันหลัง ได้แก่ การออกกำลังกาย ท่าทางที่ไม่เหมาะสม น้ำหนักตัวมาก การยกของหนักเกินกำลัง การตั้งครรภ์ การสูบบุหรี่ ซึ่งพบว่า การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุทำให้กระดูกพรุน และหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมเร็วขึ้น โดยเป็นผลจากออกซิเจนเข้าไปหล่อเลี้ยง หมอนรองกระดูกและกระดูกลดลง
·         เส้นเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพอง ทำให้เกิดอาการปวดหลัง คล้ายคลึงกับหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน หรือเนื้องอกได้ ซึ่งแยกกัน โดยผู้ป่วยอาจจะมีอาการขาเย็น คลำได้จากก้อนที่เต้นตามชีพจรจากหน้าท้อง การวินิจฉัยได้อย่างถูกต้อง และให้การรักษาอย่างเร่งด่วนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเส้นเลือดแดงที่โป่งพองอาจจะแตก ทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิตได้
·         การบาดเจ็บต่อสันหลัง การ ปวดหลังจากการยกของหนัก หรือภายหลังอุบัติเหตุ อาจจะเป็นเพียงหลังยอก หรือกล้ามเนื้อมีการยืดหรือฉีกขาด ซึ่งสามารถหายได้เอง แต่ในบางรายอาจเกิดจากกระดูกมีการหักทรุด ซึ่งจำเป็นต้องใช้ภาพรังสีในการตรวจวินิจฉัย
·         การอักเสบของกระดูกสันหลัง เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบ แบบปล้องไม้ไผ่ (Ankylosing Spondylitis) ส่วนใหญ่หาสาเหตุไม่ได้ อาจเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ การตรวจวินิจฉัยส่วนใหญ่ใช้ภาพถ่ายรังสี ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหลังเรื้อรังและอาจจะหลังแข็ง
·         โรคในช่องท้อง โรคของระบบทางเดินปัสสาวะ โรคระบบอวัยวะสืบพันธุ์สตรี อาจจะมีอาการปวดร้าวไปที่หลัง โดยทั่วไป แพทย์สามารถวินิจฉัยได้จากประวัติการตรวจร่างกาย การตรวจปัสสาวะ การตรวจทางรังสี และอื่นๆ
การรักษา
·         ควรระวังและหลีกเลี่ยงการทำ งานที่เกี่ยวข้องกับการยกของหนัก การที่ต้องทำ งานก้ม  เงย  เป็นต้น
·         ปรับอิริยาบทต่าง  ที่อาจก่อให้เกิดการปวดหลัง เช่น ที่นอนควรเป็นที่นานราบเรียบและแข็ง เก้าอี้นั่งควรเป็น
·         เก้าอี้ที่มีพนักพิงหลังและนั่งตัวตรง เวลาขับรถควรปรับพนักเก้าอี้ให้อยู่ในท่าตรง เวลาก้มหยิบของควรใช้วิธีย่อเข่าลงเก็บของ เป็นต้น
ของ เป็นต้น
·         อาจใช้ยาแก้ปวด เช่น ยาพาราเซทตามอล หรือแอสไพริน รับประทานแก้ปวดได้ทุก 4-6 ชั่วโมง ในกรณีที่รับ
·         ประทานยามาแล้ว 5-7 วันและอาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์
·         ในรายที่เป็นเรื้อรัง หรือมีอาการปวดอย่างมาก การทำ กายภาพบำบัดจะช่วยลดอาการเจ็บปวดได้ การใช้กาย
·         อุปกรณ์ก็สามารถช่วยลดอาการเจ็บปวดได้เช่นกัน
·         การบริหารกล้ามเนื้อหลัง เป็นส่วนสำคัญที่สุดในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลัง เพราะจะช่วยเพิ่มความ
·         แข็งแกร่งของกล้ามเนื้อหลัง และลดการเกร็งของกล้ามเนื้อหลัง การบริหารควรทำ ทุกวัน

·       หาทางออกกำลังกายเป็นการผ่อนคลายความเครียดกายบริหารสำหรับอาการปวดหลัง

การป้องกันโรคปวดหลัง
การป้องกันโรคปวดหลังดีที่สุดคือการออกกำลังกายและป้องกันหลังมิให้ได้รับอุบัติเหตุ
1.       บริหารร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอโดยเฉพาะกล้ามเนื้อหลัง เพราะเราไม่เคลื่อนไหวหรือออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง การออกกำลังจะต้องค่อยสร้างความแข็งแรงทั้งกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลัง และจะต้องให้ข้อมีการเคลื่อนไหวได้ดีไม่มีข้อติด การออกกำลังอาจจะทำได้โดยการเดิน การขี่จักรยาน การว่ายน้ำจะทำให้หลังแข็งแรง
2.       รักษาน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมไม่ให้อ้วนโดยการรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ ออกกำลังแบบ aerobic เช่นการวิ่ง ขี่จักรยาน
3.       การนั่งหรือยืนให้ถูกท่า เพราะการนั่งหรือการยืนที่ผิดท่าจะทำให้เกิดอาการปวดหลัง
4.       การยืนควรจะยืนตัวตรงหลังไม่โก่งหรือคด แนวติ่งหู ไหล่และข้อสะโพกควรเป็นแนวเส้นตรง ไม่ควรยืนนานเกินไปไม่ควรใส่รองเท้าที่มีส้นควรจะมีเบาะรองฝ่าเท้า หากต้องยืนนานควรมีที่พักเพื่อสลับเท้าพัก
5.       การนั่งจะเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อกระดูกหลังมากที่สุด ควรจะพนักพิงหลังบริเวณเอว ควรจะเป็นเก้าอี้ที่หมุนได้เพื่อป้องกันการบิดของเอว มีที่พักของแขนขณะที่นั่งพักหัวเข่าควรอยู่สูงกว่าระดับข้อสะโพกเล็กน้อย ควรมีเบาะรองเท้า ควรจะมีหมอนเล็กๆรองบริเวณเอว ควรเลือกเก้าอี้ที่ถูกต้อง
6.       การขับรถโดยเฉพาะการขับรถทางไกล ควรเลื่อนเบาะนั่งให้ใกล้เพื่อป้องกันการงอหลัง หลังส่วนล่างควรจะพิงกับเบาะ เบาะไม่ควรเอียงเกิน 30 องศา เบาะนั่งควรจะยกด้านหน้าให้สูงกว่าด้านหลังเล็กน้อย หากขับรถทางไกลควรจะพักเดินทุกชั่วโมง และไม่ควรยกของหนักทันทีหลังหยุดขับ
7.       การนอน ที่นอนไม่ควรจะนุ่มหรือแข็งเกินไป ควรจะวางไม้หนา 1/4 นิ้วระหว่างสปริงและฟูกท่าที่ดีคือให้นอนตะแคงและก่ายหมอนข้าง หรือนอนหงายโดยมีหมอนรองที่ข้อเข่า ไม่ควรนอนหงายโดยที่ไม่มีหมอนหนุน หรือนอนตะแคงโดยไม่มีหมอนข้างหรือนอนคว่ำ
8.       การนั่งที่ถูกต้อง ต้องนั่งให้หลังตรงหลังพิงพนักเก้าอี้ เก้าอี้ต้องไม่สูงเกินไป ระดับเข่าควรจะอยู่สูงกว่าระดับสะโพก อาจจะหาเก้าอี้เล็กรองเท้าเวลานั่ง
9.       การยืนนานๆ ควรจะมีเก้าอี้หรือโต๊ะเล็กไว้วางเท้าข้างหนึ่ง

ข้อแนะนำอาการปวดหลังแบบนี้เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในหมู่ชาวไร่ชาวนา กรรมกรที่ทำงานหนัก และใน หมู่คนที่ทำงานนั่งโต๊ะนานๆ  ซึ่งมักจะเข้าใจผิดว่า เป็นอาการของโรคไต โรคกษัย  และซื้อ ยาชุด ยาแก้กษัย  หรือยาแก้โรคไต  กินอย่างผิด ๆ ซึ่งบางครั้งอาจทำให้เกิดโทษได้  ดังนั้น จึงควรแนะนำชาวบ้านเข้าใจถึง สาเหตุของอาการปวดหลัง  และควรใช้ยาเท่าที่จำเป็น โดยทั่วไป การปวดหลังเนื่องจากกล้ามเนื้อมักจะปวดตรงกลางหลัง ส่วนโรคไตมักจะปวดที่สีข้าง  และอาจมีไข้สูง หนาวสั่น หรือปัสสาวะขุ่นหรือแดงร่วมด้วย

Share

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites